2.3 การทำการประมงทะเล

 

....... ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาการประมงทะเล และการทำการประมงทะเลได้ผลดีมาก จากการทำการประมงทะเลทำให้มีอุตสาหกรรมต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย เช่น อุตสาหกรรมห้องเย็น อุตสาหกรรมอาหารบรรจุกระป๋อง เป็นต้น พื้นที่ทำการประมงทะเลของไทยที่สำคัญคือ การทำการประมงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ และการทำการประมงนอกน่านน้ำไทย (ในน่านน้ำสากล หรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศอื่น)


2.3.1. สภาพการทำการประมงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ
....... เขตเศรษฐกิจจำเพาะ ( Exclusive Economic Zone ) หมายถึง น่านน้ำส่วนที่ต่อออกไปจากทะเลอาณาเขต โดยวัดจากเส้นฐานออกไปเป็นระยะทาง 200 ไมล์ทะเล หรือ 188 ไมล์ทะเล จากขอบนอกสุดของทะเลอาณาเขต ประเทศไทยมีพื้นที่ทำการประมงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะประมาณ 420 , 280 ตารางกิโลเมตร โดยแบ่งออกเป็นพื้นที่ทางฝั่งอ่าวไทย 304 , 000 ตารางกิโลเมตร และทางฝั่งทะเลอันดามัน 116 , 280 ตารางกิโลเมตร จากการที่ประเทศต่างๆ ได้ประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะของแต่ละประเทศไปแล้ว ปรากฎว่ามักจะมีปัญหาและกรณีพิพาทกันกับประเทศหรือรัฐซึ่งอยู่ตรงข้าม หรือประเทศซึ่งอยู่ประชิดกันอันเนื่องมาจากการกำหนดเขตของเขตเศรษฐกิจจำเพาะ แต่กฎหมายระหว่างประเทศก็ได้กำหนดแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว และเพื่อให้ความเป็นธรรมเกี่ยวกับการประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะจึงมีข้อตกลงไว้ว่า “ การกำหนดขอบเขตเศรษฐกิจจำเพาะของรัฐสองรัฐซึ่งอยู่ตรงข้ามหรือประชิดกัน ย่อมจะทำได้โดยความตกลงระหว่างกัน และจะต้องสอดคล้องกับหลักความยุติธรรม ( Principle of Equity ) โดยการลากเส้นกึ่งกลาง ( Median line ) หรือการลากเส้นแบ่งครึ่ง ( Equidistant line ) และให้คำนึงถึงพฤติกรรมพิเศษทุกอย่างที่สำคัญด้วย หลังจากมีประเทศต่างๆ ทั่วโลกประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านของไทยและประเทศไทยก็เริ่มทยอยประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตนมาเป็นลำดับ และผลจากการที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตลอดจนประเทศเพื่อนบ้านของไทย ได้ประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ทำให้ประเทศไทยประสบปัญหาทางการประมงมาก โดยดูจากสภาพทางภูมิศาสตร์จะเห็นว่าทางด้านตอนใต้ของประเทศล้อมรอบด้วยทะเลทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก คือตะวันออกเป็นอ่าวไทย ส่วนตะวันตกเป็นทะเลอันดามัน เมื่อประเทศไทยได้ประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะไปเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 นั้น ทำให้ดูเสมือนว่าประเทศไทยได้ประกาศขยายพื้นที่อธิปไตยเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 60 ของพื้นที่เดิม แต่ความเป็นจริงแล้วชาวประมงของไทยเราได้เสียพื้นที่ทำการประมงในทะเลหลวงหรือน่านน้ำสากลไปประมาณ 300 , 000 ตารางไมล์ เพราะว่าพื้นที่น่านน้ำทะเลหลวงดังกล่าวได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของน่านน้ำเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศเพื่อนบ้านไปเสียแล้ว และผลก็คือทำให้เรือประมงไทยรวมทั้งสิ้นประมาณ 53 , 440 ลำ ซึ่งจำแนกเป็นเรือไม่มีเครื่องยนต์จำนวน 8 , 302 ลำ เรือมีเครื่องยนต์นอกเรือจำนวน 28 , 223 ลำ และเรือมีเครื่องยนต์ในเรือจำนวน 16 , 905 ลำ เรือเหล่านี้กระจายกันทำการประมงในเขตน่านน้ำของไทยและในน่านน้ำต่างประเทศ แต่เดิมก่อนประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะ การทำการประมงของเรือเหล่านี้ถูกต้องตามกฎหมายในทะเลสากล แต่เมื่อประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะแล้ว ทำให้การทำการประมงของเรือดังกล่าวกลายเป็นทำการประมงอย่างผิดกฎหมายฐานละเมิดน่านน้ำของต่างประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามากมายตามมา จากการประกาศเขตน่านน้ำเศรษฐกิจของต่างประเทศ หรือของประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทำให้พื้นที่ทำการประมงของชาวประมงไทยลดน้อยลงไปอย่างมาก แต่ชาวประมงก็ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เนื่องจากในเขตเศรษฐกิจจำเพาะมีการจับสัตว์น้ำกันมากจนเกินศักยภาพการผลิตตามธรรมชาติของทรัพยากรสัตว์น้ำทั้งในอ่าวไทย และทะเลฝั่งอันดามัน จากการจับสัตว์น้ำมาเป็นระยะยาวนานและต่อเนื่อง ทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลงไปมากจนเรืออวนลากหน้าดินขนาดกลางและขนาดใหญ่ คือ ความยาวเรือตั้งแต่ 20 เมตรขึ้นไป ทำการประมงในอ่าวไทยอาจไม่คุ้มทุนก็ได้ จึงจำเป็นต้องยอมเสี่ยงต่อการละเมิดน่านน้ำของต่างประเทศ จากการประสานงาน ระหว่างหน่วยงานราชการของไทยกับหน่วยงานราชการต่างประเทศ ปรากฏว่ารัฐบาลไทยได้รับคำร้องเรียนจากต่างประเทศว่า เรือประมงของไทยละเมิดน่านน้ำของต่างประเทศบ่อยครั้ง และถูกต่างประเทศจับกุมได้เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ในส่วนของภาครัฐบาลนั้น การละเมิดน่านน้ำต่างประเทศของชาวประมงไทยจนถูกต่างประเทศจับกุมได้ ก่อให้เกิดเป็นภาระอย่างมากต่อรัฐบาลในการรับลูกเรือประมงเหล่านั้นกลับภูมิลำเนาเดิม ค่าใช้จ่ายต่างๆ นอกเหนือจากค่าเดินเรือแล้ว บางประเทศอาจจะมีค่าปรับ ค่าเลี้ยงดู และอื่นๆ งบประมาณสำรองจ่ายเพื่อช่วยเหลือลูกเรือประมงเหล่านี้ มาจาก 2 แหล่งด้วยกันคือ ในกรณีปกติ จะใช้งบประมาณจากกองทุนช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยากในต่างประเทศ ซึ่งเป็นงบประมาณปกติของกรมประชาสงเคราะห์ ในกรณีเร่งด่วนและไม่เข้าหลักเกณฑ์การใช้งบประมาณจากกองทุนช่วยเหลือคนไทยตกทุกข์ได้ยากในต่างประเทศ จะใช้งบประมาณจากงบกลาง ของรัฐบาลตามมติของคณะรัฐมนตรีเป็นกรณีไป

 


ตารางที่ 2.6 การประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทย

2.3.2 สภาพการทำการประมงในน่านน้ำสากล
....... น่านน้ำสากลหรือทะเลหลวง ( High sea ) คือ ส่วนทั้งหมดของทะเลที่ไม่อยู่ในเขตทะเลอื่นใดซึ่งอยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์อธิปไตยของรัฐหนึ่งรัฐใดโดยเฉพาะ รัฐใดก็ไม่สามารถจะอ้างสิทธิที่จะทำให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของทะเลหลวงตกอยู่ภายใต้อธิปไตยของตนได้ และเสรีภาพในการใช้ทะเลหลวงมี 4 ประการดังนี้
.............. 1 ) เสรีภาพในการเดินเรือ
.............. 2 ) เสรีภาพในการทำการประมง
.............. 3 ) เสรีภาพในการวางสายและท่อใต้ทะเล
.............. 4 ) เสรีภาพที่จะบินเหนือน่านน้ำทะเลหลวง
....... ประเทศไทยอาศัยทะเลหลวงทำการประมงมาช้านาน และมีแหล่งทำการประมงในทะเลหลวงประมาณ 300 , 000 ตารางกิโลเมตร ส่วนอธิปไตยของไทยเหนือทะเลหลวงนั้น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 4 วรรค 2 ได้บัญญัติว่า “ การกระทำความผิดในเรือไทย หรือในอากาศยานไทยไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใดให้ถือว่ากระทำความผิดในราชอาณาจักร “ ดังนั้นอธิปไตยของไทยเหนือทะเลหลวงจึงไม่มีปัญหาสำหรับชาวประมงไทย การทำการประมงในทะเลหลวง นั้นจะสามารถจับสัตว์น้ำได้ในปริมาณที่มากขึ้นกว่าในน่านน้ำไทย โดยมีการพัฒนาเครื่องมือการจับสัตว์น้ำชนิดใหม่ มีการพัฒนาขนาดเรือและกำลังเครื่องยนต์ให้สามารถออกไปจับสัตว์น้ำในทะเลห่างไกลจากชายฝั่งมากขึ้น แต่มักเกิดปัญหาการละเมิดน่านน้ำระหว่างประเทศ

2.3.3. สภาวะทรัพยากรประมงทะเลไทยสภาวะทรัพยากรประมงในอ่าวไทย
....... ทรัพยากรสัตว์น้ำทางฝั่งอ่าวไทย ในปี พ.ศ. 2528 มีผลผลิต 1.640 ล้านตัน และมีผลผลิตที่เพิ่มขึ้น จนกระทั่งปี พ.ศ. 2530 มีผลผลิต 2.078 ล้านตัน ต่อจากนั้นผลผลิตมีปริมาณที่ลดลง แต่ในปี พ.ศ. 2535 เป็นปีที่มีผลผลิตสูงมากถึง 2.058 ล้านตัน และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา ผลผลิตจากการประมงทะเลลดลง จนถึงปี พ.ศ. 2541 มีผลผลิตเพียง 1.784 ล้านตัน ผลผลิตสัตว์น้ำทะเลที่จับได้นั้น สามารถแบ่งตามกลุ่มสัตว์น้ำที่จับได้มากที่สุดเรียงตามลำดับ คือ กลุ่มปลาเป็ด กลุ่มปลาผิวน้ำ กลุ่มปลาหน้าดิน กลุ่มหมึกและหอย และกลุ่มกุ้ง
.............. 1) กลุ่มปลาผิวน้ำ ผลผลิตปลาที่จับได้มากสุดเรียงตามลำดับได้แก่ ปลาหลังเขียว ปลากะตัก ปลาทู ปลาโอลาย และปลาโอดำ
.............. 2) กลุ่มปลาหน้าดินมีผลผลิตสูงสุดเรียงตามลำดับคือ ปลาทรายแดง ปลาตาหวาน ปลาปากคม ปลากะพงแดง และปลาลิ้นหมา
.............. 3) กลุ่มหมึกและหอย หมึกที่จับได้มี หมึกกล้วย หมึกกระดอง และหมึกสาย พวกหอยได้แก่ หอยลาย และหอยเชลล์
.............. 4) กลุ่มกุ้ง ที่จับได้จากธรรมชาติ ได้แก่ กุ้งแชบ๊วย กุ้งโอคัก กุ้งเหลือง กุ้งกุลาลาย และกุ้งกุลาดำสภาวะทรัพยากรประมงในทะเลอันดามัน ผลผลิตรวมในทะเลอันดามันมีปริมาณสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 ถึง 2541 โดยมีผลผลิต 323 , 922 ตัน ในปี พ.ศ. 2531 และ 906 , 500 ตัน ในปี พ.ศ. 2541 โดยผลผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นนั้นเป็นผลผลิตจากปลาหลังเขียว ปลากะตัก ปลาเป็ด หมึก และกุ้งเล็ก ซึ่งสัตว์น้ำเหล่านี้เริ่มมีปริมาณสูงขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา
..................... - ในกลุ่มปลาผิวน้ำ ผลผลิตของปลาผิวน้ำที่จับได้มากเรียงตามลำดับ ได้แก่ ปลาหลังเขียว ปลาทู ปลากะตัก ปลาทูแขก และปลาลัง
..................... - ในกลุ่มปลาหน้าดิน ผลผลิตปลาหน้าดินที่จับได้มากเรียงตามลำดับได้แก่ ปลาทรายแดง ปลาจวด ปลาตาหวาน ปลาปากคม และปลาน้ำดอกไม้
..................... - ในกลุ่มสัตว์น้ำอื่นๆ ได้แก่ หมึกกล้วย หมึกกระดอง หมึกสาย และหอยลาย ส่วนในกลุ่มกุ้ง ได้แก่ กุ้งแชบ๊วย กุ้งโอคัก กุ้งเหลือง กุ้งกุลาลาย
และกุ้งกุลาดำอัตราการจับสัตว์น้ำทะเล (กิโลกรัมต่อชั่วโมง) จากการสำรวจของเรือประมง 2 และเรือประมง 9 ของกรมประมง ที่ทำการสำรวจสัตว์น้ำเป็นประจำทุกเดือนทั่วอ่าวไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 จนถึง พ.ศ. 2534 นั้น แสดงแนวโน้มที่ลดลงตลอดเวลา ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าสภาวะทรัพยากรสัตว์น้ำในอ่าวไทยนั้น อยู่ในภาวะวิกฤติมาโดยตลอด กล่าวคือในปี พ.ศ. 2534 นั้นมีอัตราการจับที่ลดลงจาก พ.ศ. 2509 ถึง 10.4 เท่า กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2509 จับได้ 172.9 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ปี พ.ศ. 2534 จับได้ 17.9 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ในระหว่างปี พ.ศ. 2516-2518 เกิดภาวะวิกฤติการณ์น้ำมัน จึงเป็นสาเหตุทำให้เรือประมงหยุดทำการประมง ส่งผลให้อัตราการจับสัตว์น้ำสูงขึ้นเล็กน้อยโดยมีค่าอยู่ระหว่าง 60-80 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทรัพยากรสัตว์น้ำสามารถฟื้นตัวได้ ถ้ามีการจัดการประมงอย่างเหมาะสม

2.3.4. โครงการความร่วมมือทางการประมงทะเลระหว่างประเทศ
....... ในปัจจุบันทรัพยากรประมงทะเลของไทยมีปริมาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยสังเกตได้จากผลผลิตของปลาและสัตว์น้ำทะเลที่เรือประมงจับขึ้นมาได้ ซึ่งรัฐบาลและชาวประมงได้พยายามหาแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยการทำการประมงในเขตทะเลหลวงหรือทำการประมงร่วมกับต่างประเทศ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จะเกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆ ดังนี้
....... กฎหมายทะเล ( Maritime Law ) องค์การสหประชาชาติได้จัดให้มีการประชุมว่าด้วยกฎหมายทะเล ครั้งที่ 1 ( The First United Nations Conference on the Law of the Sea หรือ UNCLOS l) ที่กรุงเจนีวาประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในปี ค . ศ . 1958 มีประเทศสมาชิกเข้าร่วมประชุม 84 ประเทศ ที่ประชุมสามารถตกลงกันและจัดให้มี อนุสัญญา 4 ฉบับ คือ
.............. 1) อนุสัญญาว่าด้วยทะเลอาณาเขตต่อเนื่อง (Convention to the Territorial Sea and the Contiguous Zone)
.............. 2) อนุสัญญาว่าด้วยทะเลหลวง (Convention to the High Seas)
.............. 3) อนุสัญญาว่าด้วยการประมง และการอนุรักษ์ทรัพยากรมีชีวิตในทะเลหลวง (convention on Fishing and Conservation of the Living Resources of the High Seas)
.............. 4) อนุสัญญาว่าด้วยไหล่ทวีป ( Convention on the Continental shelf )
....... ตามอนุสัญญาดังกล่าวนี้ ได้มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทำให้แนวความคิดเรื่องกฎหมายทะเลได้เปลี่ยนไปด้วย เพราะประเทศเกิดใหม่ไม่ยอมเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาโดยเชื่อว่าอนุสัญญาดังกล่าวสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ของประเทศมหาอำนาจเท่านั้น ประกอบกับอนุสัญญาก็มีข้อบกพร่องมากมายด้วย เช่น
....... 1) บทบัญญัติหลายมาตราขาดความแน่นอน เปิดโอกาสให้แต่ละรัฐหาประโยชน์จากการตีความหรือช่องโหว่ของกฎหมายได้
....... 2) บทบัญญัติในส่วนที่สำคัญ เช่น เกี่ยวกับไหล่ทวีป ไม่สามารถครอบคลุมให้ทันกับวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ประเทศต่างๆ พยายามหาประโยชน์จากทรัพยากรในทะเลไว้เป็นของตนให้มากที่สุด จึงเป็นเหตุนำไปสู่กรณีพิพาทระหว่างรัฐ ด้วยเหตุนี้องค์การสหประชาชาติจึงได้จัดให้มีการประชุม กฎหมายทะเลครั้งที่ 2 ( The second United Nations Conference on the Law of the Sea หรือ UNCLOS ll ) ขึ้นในปี ค.ศ. 1960 เพื่อหาข้อยุติเรื่องความกว้างของทะเลอาณาเขต และเขตทำการประมงอีก 6 ไมล์ทะเล แต่ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม ข้อเสนอจึงเป็นอันตกไป และที่ประชุมก็ไม่สามารถหาข้อยุติในประเด็นความกว้างของทะเลอาณาเขตได้ จึงถือว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จแต่ประการใด ต่อมาได้เกิดแนวความคิดใหม่ๆ ของทูตพาร์โด ( Pardo ) แห่งมอร์ต้า ในปี ค.ศ. 1967 ได้เสนอทฤษฎีกฎหมายทะเลแนวใหม่ โดยยึดถือทะเลเป็นมรดกตกทอดร่วมของมนุษยชาติ ( The Common Heritage of Mankind ) ดังนั้นสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติจึงได้เรียกร้องให้มีการประชุมว่าด้วยกฎหมายทะเลในปี ค.ศ. 1970 ต่อมาปี ค.ศ. 1974 จึงได้มีการประชุมกฎหมายทะเล ครั้งที่ 3 ( The Third United Nations Conference on the Law of the Sea หรือ UNCLOS lll) โดยเริ่มประชุมที่กรุงคาราคัส ประเทศเวเนซูเอล่า ระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน ถึง 29 สิงหาคม ค . ศ . 1974 จนได้ตกลงกันและลงนามรับรองหลักการของกฎหมายทะเลฉบับใหม่ ที่เมืองมองเตโกเบย์ ประเทศจาไมก้า เมื่อ 10 ธันวาคม ค . ศ . 19 82 มีประเทศสมาชิกกว่า 150 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย แต่จะมีผลใช้บังคับก็ต่อเมื่อประเทศสมาชิกร่วมลงนามรับรองในหลักการได้ให้สัตยาบันครบ 60 ประเทศ และหลังจากนั้นอีก 1 ปี ผ่านไปจึงจะมีผลใช้โดยสมบูรณ์ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมายทะเลฉบับมองเตโกเบย์ได้มีประเทศต่างๆ ให้สัตยาบันครบ 60 ประเทศแล้ว เมื่อปลายปี ค.ศ. 1993 และมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อปี ค.ศ. 1994 หรือใน พ.ศ.2537 กฎหมายทะเล ฉบับ “ มองเตโกเบย์ ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) ” มีรวม 320 มาตรา 17 ภาค และภาคผนวก 9 ภาค ซึ่งแบ่งออกเป็นส่วนสำคัญพอจะสรุปได้ดังนี้
.............. 1) ส่วนที่ว่าด้วยทะเลอาณาเขต ( The Territorial Sea ) ส่วนนี้เป็นแนวเขตทางทะเลวัดจากแนวน้ำลดออกไปสู่ทะเลหลวง ปกติจะกว้าง 12 ไมล์ทะเล
.............. 2) ส่วนที่ว่าด้วยเขตต่อเนื่อง ( Contiguous Zone ) เป็นเขตต่อเนื่องกับทะเลอาณาเขตออกไปไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล
.............. 3) ส่วนที่ว่าด้วยเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ( Exclusive Economic Zone ) หมายถึง น่านน้ำส่วนที่ต่อออกไปจากทะเลอาณาเขต โดยวัดจากเส้นฐานออกไปเป็นระยะ 200 ไมล์ทะเล บริเวณนี้รัฐชายฝั่งจะมีสิทธิและอำนาจ ดังนี้
..................... 3.1) สิทธิอธิปไตย ( Sovereign Right ) หมายถึงสิทธิเกี่ยวกับการแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งการใช้ทะเลเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นๆ
..................... 3.2) อำนาจทางกฎหมายจำเพาะ ( Jurisdiction ) หมายถึงอำนาจในการสร้างเกาะเทียม สถานีขุดเจาะน้ำมัน ( Safety Zone )
.............. 4) ส่วนที่ว่าด้วยการใช้บังคับตามกฎหมาย ถือว่ารัฐชายฝั่งมีอำนาจในการดำเนินการตามมาตรการต่างๆ นับตั้งแต่การขอขึ้นตรวจค้นเรือ การสั่งให้หยุดเรือ การจับกุม แต่ถ้าจับกุมและปรับเรียบร้อยแล้ว ต้องดำเนินการปล่อยทันที น่านน้ำตามสนธิสัญญา คือ “ น่านน้ำที่รัฐต่างๆ ได้ทำความตกลงให้เข้าทำการประมงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะได้ตามเงื่อนไขแห่งความตกลง ” น่านน้ำตามสนธิสัญญานับวันจะมีความสำคัญต่อชาวประมงไทยมากขึ้น เพราะเราไม่มีแหล่งทะเลที่จะออกทะเลไปทำการประมงได้อย่างอิสระเหมือนสมัยก่อน ที่ยังไม่มีการประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะ เมื่อมีการประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ทำให้ชาวประมงไทยต้องสูญเสียพื้นที่ทำการประมงไปในทะเลหลวงที่เคยทำการประมงอยู่ถึง 300 , 000 ตารางไมล์ เนื่องจากสัตว์น้ำมีบทบาทและความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเศรษฐกิจด้านอื่นๆ เพราะสัตว์น้ำนอกจากจะเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์อื่นๆ แล้วการจับสัตว์น้ำยังเป็นแหล่งสร้างงานแก่ชาวประมง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมาได้มีการนำเครื่องมืออวนลากหน้าดินเข้ามาในราชอาณาจักร อุตสาหกรรมประมงทะเลได้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปริมาณเรือประมงก็เพิ่มมากขึ้น แต่ในทางกลับกันขณะที่เรือประมงมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ศักยภาพการผลิตทรัพยากรสัตว์น้ำในอ่าวไทยกลับลดลง อัตราการจับต่อหน่วยแรงลดลง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขยายขอบเขตการทำการประมงให้ห่างไกลจากประเทศไทยมากขึ้น อาทิเช่น บริเวณทะเลจีนใต้ ทะเลอันดามัน อ่าวเบงกอล และแถบชายฝั่งตะวันออกของประเทศอินเดีย ซึ่งนับว่าเป็นการเริ่มต้นของยุคการประมงนอกน่านน้ำของชาวประมงไทยในช่วงแรกคือ ระหว่างปี พ.ศ. 2516 ถึง 2518 ซึ่งเป็นการทำการประมงในน่านน้ำสากล หรือบริเวณที่ห่างจากฝั่งเกิน 12 ไมล์ทะเล ในช่วงนี้นับเป็นยุคทองของชาวประมงไทย ซึ่งมีความชำนาญและประสบการณ์ในการใช้เครื่องมืออวนลากหน้าดินประกอบกับช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้ กฎหมายทะเลฉบับใหม่ยังไม่เป็นรูปร่าง และยังไม่มีการประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะแต่อย่างใด เรียกว่ามือใครยาวสาวได้สาวเอา ชาวประมงชาติต่างๆ มีอิสระอย่างเต็มที่แต่ก็มีชาวประมงบางกลุ่ม หรือบางรายร่วมมือกับเอกชนต่างประเทศ เพื่อลงทุนทำการประมงร่วมกัน และประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้ลงทุนร่วมทำการประมงกับต่างประเทศ ตัวอย่างโครงการประมงทะเลระหว่างประเทศ ข้อกำหนดและเงื่อนไข ตลอดจนปัญหาอุปสรรคในการลงทุนร่วมทำการประมงกับประเทศต่างๆ พอสรุป ได้ดังนี้
.....................1) การทำการประมงร่วมระหว่างไทยกับบังคลาเทศ
..................... รัฐบาลไทยกับรัฐบาลบังคลาเทศได้ทำความตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือทำการประมง เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2521 โดยได้มีการลงนามร่วมกันใน “ ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนบังคลาเทศเกี่ยวกับความร่วมมือทางการประมง ” เหตุผลที่ทำความตกลงดังกล่าวเพราะว่า แหล่งประมงในต่างประเทศหรือแหล่งประมงนอกน่านน้ำที่เป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของชาวประมงไทยคือ “ อ่าวเบงกอล ” ซึ่งเป็นแหล่งที่มีสัตว์น้ำประเภท กุ้ง และปลา อุดมสมบูรณ์มาก รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชน คือ ชาวประมงได้ทำการประมงร่วมกับต่างประเทศ สาระสำคัญของความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนบังคลาเทศดังกล่าวโดยย่อคือ ภาคีคู่สัญญาปรารถนาร่วมกันที่จะแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรสิ่งมีชีวิตในอ่าวเบงกอล และตระหนักว่าจุดนี้จะสำเร็จได้ด้วยการลงทุนร่วมในด้านการประมง เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศทั้งสอง รัฐบาลบังคลาเทศจะอนุญาตให้ รัฐบาลไทยหรือตัวแทนเอกชนไทย ทำการประมงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของบังคลาเทศ โดยร่วมมือกับรัฐบาลบังคลาเทศ หรือหน่วยงานซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมาย หรือเอกชนแต่ทั้งนี้ให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขภายใต้ข้อตกลงโดยมีสาระสำคัญ สรุปได้ดังนี้ท ภาคีคู่สัญญาตกลงตั้งคณะกรรมการร่วมระดับรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาทบทวนความคืบหน้าในการดำเนินการตามความมุ่งหมายและจุดประสงค์ของความตกลง และเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ท ให้มีคณะอนุกรรมการร่วมทางวิชาการ ซึ่งมีหน้าที่ศึกษาและรายงานเกี่ยวกับเรื่องที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการร่วมระดับรัฐมนตรีท ให้จัดตั้งบริษัทร่วมลงทุนทำการประมงไทยกับบังคลาเทศท ความตกลงนี้ต้องได้รับสัตยาบัน และจะมีผลใช้บังคับเป็นระยะเวลา 3 ปี เมื่อสิ้นสุดระยะเวลา 3 ปี จะถือว่าได้รับการต่ออายุโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ฝ่ายภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะบอกเลิก โดยแจ้งให้อีกฝ่ายทราบล่วงหน้า 6 เดือน การให้สัตยาบันนั้นได้กระทำเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2521 คู่ภาคีได้ดำเนินการคัดเลือกบริษัท ที่เหมาะสมให้ร่วมลงทุนทำการประมงและบริษัทได้เริ่มดำเนินการตามสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2522 เป็นต้นไป สถานภาพและปัญหาการทำการประมงร่วมระหว่างไทย – บังคลาเทศ ก็ยังมีปัญหาอยู่กล่าวคือ แม้บริษัทร่วมลงทุนไทย – บังคลาเทศ ได้เริ่มดำเนินการตามสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2522 และมาสิ้นสุดสัญญาเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2523 การดำเนินการตามสัญญานั้นรัฐบาลบังคลาเทศโดยอธิบดีกรมประมงจะออกใบอนุญาตให้บริษัทร่วมทุนนำเรือประมงไทยเข้าไปทำการประมงในน่านน้ำบังคลาเทศได้ตามจำนวนที่กำหนดให้ แต่เมื่อสัญญาสิ้นสุดแล้วรัฐบาลบังคลาเทศไม่ต่อสัญญาให้ และปัจจุบันมีบริษัทร่วมทุนไทย – บังคลาเทศเหลือเพียงบริษัทเดียวได้รับอนุญาตให้นำเรือประมงไทยเข้าไปทำการประมงได้ 10 ลำ แต่ดำเนินการจับปลาจริงๆ เพียง 8 ลำเท่านั้น จึงพอสรุปสาเหตุที่ไม่ประสบผลสำเร็จได้ดังนี้ท ทั้งไทยและบังคลาเทศขาดความรู้และประสบการณ์ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน การแบ่งผลประโยชน์เกิดการขัดแย้ง การทำงานล่าช้าของเจ้าหน้าที่บังคลาเทศ ทำให้ธุรกิจไทยเสียหาย มีการเอารัดเอาเปรียบกันมากจนเกินไป ข้อที่น่าสังเกตคือ ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2523 เป็นต้นมา รัฐบาลบังคลาเทศไม่ยอมออกใบอนุญาตทำการประมงให้เฉพาะเรือไทยเท่านั้น ส่วนเรือสัญชาติอื่นเข้าไปทำการประมงได้ จึงปรากฏว่ามีบริษัทนายหน้าต่างประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์ ได้รับใบอนุญาตแล้วมาทำสัญญากับเรือประมงไทยให้เข้าไปทำการประมงในน่านน้ำของบังคลาเทศ ภายใต้อาณัติของบริษัทสิงคโปร์ สรุปสถานภาพปัจจุบันระหว่างความร่วมมือดังกล่าว คือ ข้อตกลงร่วมยังมีผลใช้บังคับได้เหมือนเดิมท คณะกรรมการร่วมระดับรัฐมนตรีได้มีการประชุมร่วมแล้ว ประเด็นสำคัญในการเจรจาคาดว่าจะเกี่ยวข้องกับการขยายความร่วมมือให้กว้างขวางยิ่งขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะอนุญาตให้เพิ่มจำนวนเรือประมงไทยที่สามารถเข้าไปทำการประมงในน่านน้ำเศรษฐกิจจำเพาะของบังคลาเทศ ภายใต้ข้อกำหนดและเงื่อนไขที่บังคลาเทศจะกำหนด
..................... 2) การทำการประมงร่วมระหว่าง ไทยกับอินเดีย
..................... แหล่งน้ำของอินเดียที่ชาวประมงไทยสนใจคือ ทางฝั่งทะเลตะวันออกของอินเดีย และอ่าวเบงกอล เพราะว่ามีกุ้งทะเลชุกชุมมาก แหล่งประมงบริเวณนี้ชาวประมงไทยได้เริ่มไปทำการประมงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 มาจนถึงปัจจุบัน ไทยจึงเริ่มทำความร่วมมือทางการประมงเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2521 โดยความร่วมมือของภาคเอกชนไทย ซึ่งเป็นบริษัทนายหน้าร่วมกับบริษัทแห่งประเทศอินเดีย นำเรือประมงไทย 100 ลำ เข้าไปทำการประมงในเขตน่านน้ำอินเดีย โดยความร่วมมือแบบเช่าเรือ แต่ความร่วมมือดังกล่าวนี้มีระยะสั้นมาก เพราะต่อมาปี พ.ศ. 2522 ทางอินเดียได้ระงับการออกใบอนุญาตให้แก่เรือประมงไทย ต่อมาทางรัฐบาลและชาวประมงไทยหาแนวทางที่จะร่วมลงทุนทำการประมงกับอินเดีย โดยพยายามที่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ในปี พ.ศ. 2523 แต่ก็ไม่สำเร็จ ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528 ได้มีการเจรจากับอินเดียอีก และคณะผู้แทนร่วมภาครัฐบาลและเอกชนได้เดินทางไปประเทศอินเดีย จนได้ข้อยุติ ได้ลงนามร่วมกันในใบเสนอขอรับใบอนุญาตให้เช่าเรือประมง ( Charter vessel arrangement ) จากชาวประมงไทย โดยได้ยื่นคำร้องต่อกระทรวงเกษตรของประเทศอินเดีย แต่ไม่ได้รับการพิจารณาเพราะทางอินเดียอ้างว่ากำลังจะกำหนดนโยบายทางการประมง จึงขอให้ชะลอการพิจารณาออกใบอนุญาตไว้ชั่วคราว ต่อมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2529 นายกรัฐมนตรีอินเดียได้มาเยือนประเทศไทย และได้มีการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบในการร่วมมือทางการประมงและจะได้เร่งรัดให้มีการลงทุนร่วมทำการประมงโดยเร็วที่สุด ดังนั้นนายกรัฐมนตรี จึงได้มีบัญชาให้กรมประมงนำคณะผู้แทนร่วมภาครัฐบาลและเอกชนเดินทางไปเจรจากับทางอินเดียโดยด่วนระหว่างวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2530 ถึงวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2530 ผลการเจรจากับทางประเทศอินเดียพอสรุปได้ ดังนี้นโยบายการพัฒนาการประมงทะเลลึกของประเทศอินเดีย รัฐบาลอินเดียมีนโยบายที่จะพัฒนาการประมงทะเลลึกของอินเดีย โดยร่วมมือกับชาวประมงต่างชาติ ตามแผนการพัฒนา 3 แบบด้วยกันคือ แผนการเช่าเรือประมงต่างชาติ แผนเพื่อการส่งออกทั้งหมด แผนตั้งบริษัทร่วมทุนทำการประมง
............................ 2.1) แผนการเช่าเรือประมงต่างชาติ ความร่วมมือในรูปแบบนี้ ทางการอินเดียโดยกระทรวงเกษตรจะพิจารณาอนุมัติให้ภาคเอกชนอินเดียดำเนินการเช่าเรือประมงต่างชาติ ขนาดเรือจะต้องไม่ต่ำกว่า 20 เมตร ไปทำการประมงในเขตน่านน้ำประเทศอินเดียได้ ภายใต้ข้อแม้ต่างๆ ดังนี้ สัญญาเช่าเรือจะต้องไม่เกิน 2 ปี เมื่อสิ้นปีแรก บริษัทอินเดียจะต้องมีโครงการที่แน่นอนและชัดเจน ที่จะเปลี่ยนแปลงการเช่าเรือให้เป็นรูปบริษัทร่วมลงทุน ( Joint venture) หากไม่สามารถเสนอโครงการดังกล่าวได้สัญญาการเช่าเรือจะต้องสิ้นสุดลงในสิ้นปีที่ 2 สัดส่วนลูกเรือประมงอินเดียและไทยร้อยละ 50 ต่อ 50 แหล่งการประมงให้ทำการประมงในบริเวณทะเลน้ำลึกตั้งแต่ 40 เมตรขึ้นไป ท่าเทียบเรือที่เรือประมงไทยจะเข้าเทียบท่าได้ รวมทั้งสิ้น 7 แห่ง จะเป็นที่ใดสุดแล้วแต่แหล่งทำการประมง การแบ่งปันผลประโยชน์ อัตราร้อยละ 20 ต่อ 80 ระหว่างภาคเอกชน อินเดียกับหุ้นส่วนฝ่ายไทย หรือจะต้องมีปริมาณเงินจำนวนร้อยละ 25 ของมูลค่าการจับสัตว์น้ำ ส่งเข้าไปในประเทศอินเดีย สัตว์น้ำที่จะจับ จะต้องเป็นปลาหากจะมีกุ้งติดมาด้วยจะต้องมีปริมาณไม่เกินร้อยละ 10 ของสัตว์น้ำที่จับได้ทั้งหมด จำนวนเรือประมงต่างชาติที่จะอนุญาตให้เช่าเรือ รวมทั้งสิ้น 100 ลำ แบ่งการพิจารณาเป็น 2 รอบ รอบแรกจำนวน 50 ลำ การเสนอคำร้องขอรับใบอนุญาตเช่าเรือในรอบแรกจะสิ้นสุดลงในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2530 แต่ทางการกระทรวงเกษตรอินเดีย จะพิจารณาขยายวันหมดเขตรับคำร้องออกไป
............................ 2.2) แผนเพื่อการส่งออกทั้งหมด ภายใต้แผนนี้ ทางการอินเดียจะอนุญาตให้เอกชนอินเดียจัดหาเรือประมงต่างชาติเข้าทำการประมงภายในประเทศได้ โดยสัตว์น้ำที่จับได้จะต้องส่งออกทั้งหมด หรือหากจะขายในประเทศ จะขายได้ในปริมาณ ที่ไม่เกินมูลค่าร้อยละ 15 ของมูลค่าการจับทั้งหมด ลูกเรือประมงต่างชาติมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 75 ส่วนการขออนุญาตภายใต้แผนนี้ อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงพาณิชย์
............................ 2.3) แผนการก่อตั้งบริษัทร่วมทุนทำการประมง เป็นแผนงานที่ทางการอินเดียมีนโยบายต้องการส่งเสริม โดยเอกชนอินเดียและหุ้นส่วนต่างชาติถือหุ้นในอัตราร้อยละ 60 ต่อ 40 ประโยชน์ที่พึงจะได้ สัดส่วนลูกเรือร้อยละ 50 ต่อ 50 อายุของบริษัทร่วมทุนไม่มีกำหนดการนำผลกำไรออกนอกประเทศ เป็นไปอย่างเสรี บริษัทร่วมทุน อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงพาณิชย์ประเทศอินเดีย


..................... 3) การทำการประมงร่วมระหว่างไทยกับออสเตรเลีย
..................... การทำการประมงร่วมกับประเทศออสเตรเลียนี้เป็นความริเริ่มของภาคเอกชนไทย โดยการสนับสนุนของรัฐบาล ได้เริ่มเจรจากับภาคเอกชนและรัฐบาลของประเทศออสเตรเลีย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 จนถึงขั้นทำสัญญากันเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2528 โดยเอกชนของทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายออสเตรเลีย จะถือหุ้นในสัดส่วนเท่ากันจัดตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นที่เมือง Darwin , Northern Territory แล้วให้นำเรือประมงไทยเข้าทำการประมงในเขตน่านน้ำเศรษฐกิจจำเพาะของออสเตรเลีย บริเวณรัฐ Northern Territory , Western Australia และรัฐ Queenland โดยมีเงื่อนไขภายใต้สัมปทานการจับปลาดังนี้
............................ 3.1) ระยะเวลาสัมปทาน ในขั้นแรกกำหนดให้อายุสัมปทาน 3 ปี โดยพิจารณาต่อสัญญาปีต่อปีและเมื่อสิ้นสุดปีที่ 3 จะได้พิจารณาการต่ออายุสัมปทานและข้อตกลงใหม่
............................ 3.2) จำนวนเรือในโครงการ ในปีแรกบริษัทร่วมทุนจะนำเรือประมงไทยเข้าไปทำการประมงได้ จำนวน 12 ลำ ประกอบด้วยเรืออวนลาก 6 ลำ เรืออวนลอย 6 ลำ ส่วนในปีที่ 2 และ 3 ให้เพิ่มจำนวนเรืออวนลากได้เป็น 10 ลำ แต่จะต้องลดเรืออวนลอยลงปีละ 1 ลำ
............................ 3.3) ปริมาณการจับสัตว์น้ำ กำหนดให้จับสัตว์น้ำตามโควต้า ดังนี้ ปีที่ 1 ปลาหน้าดินจำนวน 6,000 ตัน ปลาผิวน้ำจำนวน 2,000 ตัน ปีที่ 2 ปลาหน้าดินจำนวน 10,000 ตัน ปลาผิวน้ำจำนวน 1,750 ตัน ปีที่ 3 ปลาหน้าดินจำนวน 10,000 ตัน ปลาผิวน้ำจำนวน 1,500 ตัน
............................ 3.4) ชนิดของสัตว์น้ำ ห้ามจับสัตว์น้ำเลี้ยงลูกด้วยนม เช่น ปลาโลมา และปลาวาฬ สัตว์น้ำอื่นๆ เช่น กุ้ง ปู ฯลฯ ให้ทิ้งทะเลทั้งหมด ปลาจับได้ทุกชนิดไม่จำกัด
............................ 3.5) การตลาด ผลผลิตสัตว์น้ำที่จับได้จะขายที่ไหนก็ได้ หากจะขายในตลาดออสเตรเลีย จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านคุณภาพสินค้าสัตว์น้ำ นอกจากนั้นบริษัทร่วมทุนมีข้อผูกพันจะต้องรับซื้อสัตว์น้ำจากชาวประมงท้องถิ่น ในจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของปริมาณสัตว์น้ำที่อนุญาตให้จับได้ในแต่ละปี
..................... 4) การทำการประมงร่วมระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย
..................... อินโดนีเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ชาวประมงไทยคุ้นเคยมานาน และชาวประมงไทยก็เคยมีข้อตกลงอย่างไม่เป็นทางการกับอินโดนีเซีย แต่ความสัมพันธ์ไม่ค่อยจะราบรื่นนัก มักจะมีข้อขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ระหว่างกัน ไทยได้เคยส่งผู้แทนร่วมภาครัฐบาลและเอกชนเดินทางไปเจรจาเมื่อปี พ.ศ. 2522 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ต่อมาปี พ.ศ. 2528 เมื่อนายกรัฐมนตรีของไทยได้เดินทางไปเยือนอินโดนีเซีย และได้หารือกับนายกรัฐมนตรีอินโดนีเซียเกี่ยวกับความร่วมมือทางการประมงระหว่างประเทศทั้งสองและได้มีความเห็นชอบร่วมกัน ไทยได้ส่งคณะผู้แทนไปอีกในปี พ.ศ. 2529 ซึ่งจะได้มีการจัดเตรียมบันทึกความเข้าใจกันต่อไปอีก การประกาศเขตน่านน้ำเศรษฐกิจจำเพาะของอินโดนีเซียนั้น อินโดนีเซียได้รับสิทธิอธิปไตยเหนือพื้นท้องทะเลถึงประมาณ 1.5 ล้านตารางไมล์ ท้องทะเลกว้างใหญ่ไพศาลนี้มีทรัพยากรธรรมชาติให้ชาวประมงต่างชาติเข้าทำการประมงได้โดยชำระค่าธรรมเนียมการจับปลาต่อปี ตามอัตราที่ทางการกำหนด และภายใต้ข้อแม้ต่างๆ โดยย่อ ดังนี้
............................ 4.1) การเสนอขอรับใบอนุญาตทำการประมง ชาวประมงต่างชาติจะต้องยื่นคำร้อง ตามแบบฟอร์มผ่านสถานเอกอัครราชทูตของตนประจำประเทศอินโดนีเซีย เพื่อส่งต่อไปยังกรมประมงอินโดนีเซีย
............................ 4.2) ชาวประมงต่างชาติจะต้องมีชาวอินโดนีเซียท้องถิ่นเป็นตัวแทน เพื่อประสานกับทางการอินโดนีเซีย
............................ 4.3) ใบอนุญาตทำการประมงมีอายุ 1 ป
............................ 4.4) ชาวประมงต่างชาติจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมจับปลา (Fee) และค่าธรรมเนียมตัวแทน (Royalty) แก่ผู้แทนชาวอินโดนีเซีย
............................ 4.5) เรือประมงต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำการประมงได้ ยังคงดำรงสัญชาติเรือเหมือนเดิม ลูกเรือประมงเป็นคนต่างชาติทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องมีสัดส่วนลูกเรือประมงอินโดนีเซีย นอกจากการให้ใบอนุญาตทำการประมงแล้ว รัฐบาลอินโดนีเซียยังมีนโยบายส่งเสริมให้มีการร่วมลงทุนทำการประมงระหว่างเอกชนอินโดนีเซียกับต่างประเทศ โดยจัดตั้งเป็นบริษัทร่วมทุนขึ้น บริษัทร่วมทุนนี้สามารถจัดหาเรือประมงจากต่างประเทศได้ แต่เรือประมงเหล่านั้นจะต้องมีสัญชาติอินโดนีเซีย มีลูกเรือประมงต่างชาติได้ไม่เกินลำละ 6 คน และทุกคนจะต้องมีใบอนุญาตทำงานจึงจะทำงานบนเรือได้
..................... 5) การทำการประมงร่วมระหว่างไทยกับมาเลเซีย
..................... มาเลเซียเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทยมาช้านาน ทางด้านการประมงประเทศมาเลเซียได้มีความร่วมมือทางการประมงกับประเทศไทยนานแล้วเช่นกัน ทั้งที่เป็นข้อตกลงแบบทวิภาคี และภายใต้สมาคมอาเซียน แต่ความร่วมมือทางการประมงนั้นยังไม่เป็นรูปร่าง แม้จะได้มีการเจรจากันหลายครั้งแล้วก็ตาม ในส่วนของภาคเอกชนไทยนั้น ปรากฎว่ามีเอกชนไทยบางรายได้มีข้อตกลงร่วมทุนทำการประมงกับเอกชนมาเลเซีย โดยการโอนเรือประมงของไทยให้เป็นเรือประมง มาเลเซีย ใช้ใบอนุญาตทำการประมงท้องถิ่น เพื่อทำการประมงในน่านน้ำมาเลเซีย ส่วนลูกเรือประมงจะใช้ลูกเรือไทยเป็นหลัก ในฐานะเป็นช่างฝีมือ
..................... 6) การทำการประมงร่วมกับประเทศอื่นๆ
..................... นอกเหนือจากประเทศทั้ง 5 ดังกล่าวข้างต้น ชาวประมงไทยยังได้เดินทางไปทำการประมงในประเทศอื่นๆ อีก เช่น ประเทศโอมาน ประเทศซาอุดิอาระเบีย ประเทศปาปัวนิวกินี เป็นต้น ลักษณะของความร่วมมือมีรูปแบบต่างๆ กัน เช่น อาจจะเป็นในรูปของการเช่าเรือ การลงทุนร่วม หรือรับจ้างจับปลา เป็นต้น

2.3.5 ปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไขในการทำการประมงทะเลของไทย
....... ในการทำการประมงทะเลของไทยนั้นจะมีทั้งการทำประมงในน่านน้ำไทย และการทำการประมงนอกน่านน้ำไทย จึงมีปัญหาและอุปสรรคที่แตกต่างกัน ดังนี้ ปัญหาและอุปสรรคในการทำการประมงในน่านน้ำไทย การทำการประมงทะเลได้รับการส่งเสริมและพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ผลผลิตทางด้านประมงของประเทศติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศที่มีผลผลิตทางการประมงสูงสุดในโลก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เป็นต้นมา แต่การพัฒนาประมงทะเลก็ได้ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศ โดยเฉพาะทรัพยากรสัตว์น้ำหน้าดินในอ่าวไทยมีสภาพเสื่อมโทรม เนื่องจากมีการทำการประมงมากเกินควร และได้มีการเสนอให้รัฐบาลเข้าดำเนินการ เพื่อแก้ไขและปกป้องทรัพยากรเหล่านี้ ให้เกิดประโยชน์ต่อชาวประมง และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว นับตั้งแต่การลดจำนวนเรืออวนลากในอ่าวไทย ซึ่งได้เริ่มเสนอมาตั้งแต่ พ.ศ. 2531 ไปจนถึงการกำหนดเขตและฤดูการทำการประมงในอ่าวไทย แต่ชาวประมงได้คัดค้านมาตลอด จึงก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมากมายในการบริหารและจัดการประมงทะเลในน่านน้ำไทย อาทิเช่น
.............. 1) การเสื่อมโทรมของทรัพยากรประมงทะเลในน่านน้ำไทยทรัพยากรสัตว์น้ำหน้าดิน การประมงอวนลากในอ่าวไทยบริเวณที่มีความลึกไม่เกิน 50 เมตร อยู่ในสภาวะที่มีการทำการประมงหนาแน่น และมีการจับสัตว์หน้าดินขึ้นมาใช้ประโยชน์มากจนเกินควร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 จึงมีผลทำให้ทรัพยากรเสื่อมโทรม อัตราการจับต่อชั่วโมงของการลากอวนได้ลดลงเป็นลำดับ และได้ทวีความเสื่อมโทรมมากขึ้นเนื่องจากมีการเพิ่มจำนวนเรืออวนลากทุกชนิด และลดขนาดตาอวนก้นถุงลง เพื่อให้จับปลาเป็ดและปลาขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับส่วนหนึ่งของเรืออวนลากที่เคยไปทำการประมงนอกน่านน้ำได้กลับเข้ามาทำการประมงในอ่าวไทย เนื่องจากการประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศเพื่อนบ้าน ทรัพยากรปลาผิวน้ำ ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาการจับปลาผิวน้ำ ชนิดที่มีราคาและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจขึ้นมาใช้ประโยชน์ในปริมาณที่เต็มกำลังการผลิตของทรัพยากร และปลาผิวน้ำบางชนิดได้ถูกจับขึ้นมาเกินศักยภาพการผลิตสูงสุด นอกจากนี้ยังพบว่าได้มีการจับปลาผิวน้ำขนาดเล็กขึ้นมาใช้ประโยชน์มากขึ้นทุกปี จนทำให้ทรัพยากรปลาผิวน้ำบางชนิดอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม เช่น ปลาทูแขก เป็นต้น
.............. 2) การทำการประมงมากเกินควร โดยเฉพาะการทำการประมงอวนลากในอ่าวไทย มีการเพิ่มจำนวนเรือประมงอวนลากในอ่าวไทยอย่างรวดเร็วในช่วงแรก เนื่องจากกรมประมงเปิดโอกาสให้เรือประมงอวนลากที่ทำการประมงอยู่ในน่านน้ำไทย ให้มาจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย
.............. 3) การประกาศใช้เขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเลของประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้แหล่งทำการประมงของประเทศไทยในน่านน้ำสากลต้องลดลงไม่น้อยกว่า 300,000 ตารางไมล์
............. .4) การทำการประมงด้วยวิธีที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการฝ่าฝืนทำการประมงในแหล่งและฤดูวางไข่ของสัตว์ทะเล รวมทั้งแหล่งเลี้ยงตัวของลูกสัตว์น้ำทะเลวัยอ่อน การทำการประมงอวนรุนภายในเขต 3 , 000 เมตร นับจากขอบน้ำตามแนวหาด การทำการประมงโดยใช้อวนตาถี่ การจับปลาโดยใช้แสงไฟล่อ รวมทั้งการฝ่าฝืนการทำการประมงโดยการใช้ระเบิด ยาเบื่อเมา ไฟฟ้าช๊อต เป็นต้น
.............. 5) การจับสัตว์น้ำขนาดเล็ก ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมของทุกปี จะมีลูกปลาทูชุกชุมในบริเวณจังหวัดสมุทรปราการ ถึงจังหวัดชุมพร ชาวประมงอวนลากจะจับลูกปลาทูเหล่านี้ไปส่งโรงงานน้ำปลาหรือโรงงานปลาป่น
.............. 6) กรมประมงขาดอำนาจในการแก้ไขปัญหา ในการบริหารประมงในน่านน้ำไทย อำนาจหน้าที่ต่างๆ เกี่ยวกับการประมงทะเลนั้น กระจายอยู่ในส่วนราชการต่างๆ เช่น การควบคุมเรือประมงอวนลาก อำนาจที่แท้จริงในการอนุญาตต่อเรืออยู่ที่กรมเจ้าท่า การผลิตอวนประเภทต่างๆ ตามขนาดตาที่เหมาะสมในการจับทรัพยากรแต่ละประเภท อำนาจการควบคุมโรงงานผลิตอวนอยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น
.............. 7) ขาดการพัฒนาด้านประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของนักวิชาการ ให้ทันกับการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี และการใช้เครื่องมือทำการประมงที่ทันสมัย
.............. 8) กรณีพิพาท ระหว่างชาวประมงทะเลพื้นบ้านกับชาวประมงพาณิชย์ เช่น กรณีพิพาทระหว่าง เรืออวนลอยกับเรืออวนลากและเรืออวนรุน เรืออวนจมปูกับเรือคราดหอยลาย เป็นต้น
.............. 9) การขาดแคลนข้อมูลและความล่าช้าในการรวบรวมข้อมูล การเก็บข้อมูลสถิติการประมง เช่น ปริมาณการจับตามชนิดสัตว์น้ำและแหล่งที่จับ อัตราการจับ จำนวนและขนาดเรือ ค่าใช้จ่ายและรายได้ของเรือประมงประเภทต่างๆ ข้อมูลการตลาด ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความจำเป็นต่อการพิจารณาแนวทาง การพัฒนาและการจัดการประมงทะเลในน่านน้ำไทย ให้ทันกับเหตุการณ์ และเกิดประโยชน์ในระยะยาว ไม่สามารถจะนำข้อมูลที่แท้จริงมาใช้ได้ในทันที หรือ ได้มาไม่ทันกับเหตุการณ์ เนื่องจากชาวประมง ไม่ค่อยเห็นความจำเป็น และไม่ค่อยให้ความร่วมมือ ในการให้ข้อมูลที่แท้จริง เพราะกลัวถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง
.............. 10) ปัจจัยการผลิตมีราคาสูงขึ้น ทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ และแรงงาน ที่สำคัญคือน้ำมันดีเซลมีราคาสูงขึ้นเกือบเท่าตัว ทำให้เรือประมงมีรายจ่ายที่สูงขึ้น ไม่สอดคล้องกับราคาสัตว์น้ำที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย เท่านั้น แนวทางการแก้ไขปัญหาในการทำการประมงทะเลในน่านน้ำไทยปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับการจัดการประมงทะเลในน่านน้ำไทย ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เนื่องจากกิจกรรมทางการประมงทะเลก่อให้เกิดอุตสาหกรรมเชื่อมโยงหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ อุตสาหกรรมห้องเย็นและการขนส่ง อุตสาหกรรมส่งออกสินค้าสัตว์น้ำ อุตสาหกรรมต่อเรือ อุตสาหกรรมโรงน้ำแข็ง อุตสาหกรรมปลาป่น เป็นต้น ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อการผลิต รวมถึงการจ้างแรงงาน ปัญหาเกี่ยวกับความเสื่อมโทรมของทรัพยากรประมงทะเลชนิดต่างๆ ในน่านน้ำไทย โดยเฉพาะสัตว์น้ำหน้าดินในอ่าวไทย จึงจำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ชาวประมง ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมประมงทะเลทุกประเภท จึงจะสามารถแก้ไขปัญหา และบริหารการประมงทะเลในน่านน้ำไทยให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อชาวประมง และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างถาวร พอจะสรุปแนวทางการแก้ปัญหาได้ดังนี้
..................... 1) มาตรการเร่งด่วน
............................ 1.1) เข้มงวดกวดขันและประสานงานกับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้งในระดับกรมและในระดับจังหวัด ในการควบคุมและตรวจจับผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ทะเลที่ประกาศใช้อยู่ในปัจจุบัน ให้เป็นไปด้วยความยุติธรรม จริงจัง และต่อเนื่อง
............................ 1.2) เร่งเพิ่มผลผลิตทรัพยากรประมงทะเล และลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวประมงกลุ่มต่างๆ ด้วยการสร้างแนวหินปะการังเทียมให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำจากธรรมชาติ และจากการปล่อยลูกสัตว์น้ำ นอกจากนี้ควรใช้แนวหินปะการังเทียม เป็นที่กั้นไม่ให้เรืออวนลาก และอวนรุน เข้ามาทำการประมงในเขต 3 , 000 เมตร นับจากขอบน้ำตามแนวชายฝั่ง ในบริเวณที่สมควรกำหนดให้เป็นเขตทำการประมงของชาวประมงทะเลพื้นบ้าน
............................ 1.3) เร่งช่วยเหลือพัฒนาประสิทธิภาพในการทำการประมง เพื่อช่วยยกระดับฐานะความเป็นอยู่ แก่ชาวประมงทะเลพื้นบ้าน
............................ 1.4) เร่งจัดระบบควบคุมการทำการประมง ของเครื่องมือประเภทต่างๆ และควบคุมจำนวนเรือประมง ให้สอดคล้องกับปริมาณทรัพยากรประมงทะเล โดยเฉพาะเรืออวนลาก อวนรุน และเรือปั่นได้
............................ 1.5) ลดการสูญเสียจากการนำทรัพยากรสัตว์ทะเลขึ้นมาใช้อย่างไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะปลาทู หมึก และหอยลาย โดยการประกาศเป็นกฎกระทรวง ห้ามมีปลาทูขนาดเล็กกว่า 12 เซนติเมตรไว้ในครอบครองเกิน 500 กิโลกรัม
............................ 1.6) ลดการสูญเสียจากการนำทรัพยากรสัตว์ทะเลขึ้นมาใช้อย่างไม่คุ้มค่า โดยเฉพาะปลาเป็ด โดยการกำหนดขนาดตาอวนก้นถุง จาก 2.5 เซนติเมตร เป็น 4.5 เซนติเมตร
............................ 1.7) ขอความช่วยเหลือทางด้านวิชาการ และการพัฒนาการประมงทะเล จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ องค์กรระหว่างประเทศ และประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อให้การสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยี งบประมาณ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของนักวิชาการให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
..................... 2) มาตรการระยะยาว
............................ 2.1) ลดการจับทรัพยากรประมงทะเลขึ้นมาใช้ประโยชน์มากเกินไป โดยการกำหนดปริมาณการจับตามกำลังความสามารถ ในการผลิตของทรัพยากรสัตว์น้ำ
............................ 2.2) กำหนดเขตทำการประมงของเครื่องมือประมงแต่ละประเภท ในแต่ละจังหวัด หรือเขตการปกครอง ให้เป็นไปตามนโยบายของกรมประมง และคณะกรรมการนโยบาย และบริหารเพื่อพัฒนาการประมงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยใช้หลักทรัพยากรชนิดใดอยู่ในเขตหมู่บ้าน อำเภอ และจังหวัดใดก็ให้ชาวประมงในเขตนั้นๆ ดูแลและรักษาผลประโยชน์ จากทรัพยากรนั้นตามคำแนะนำ และควบคุมของคณะกรรมการ เรือจากเขตอื่นที่เข้าไปทำการประมงในเขตนั้นๆ จะต้องได้รับอนุญาตและจับได้ตามปริมาณที่กำหนด พร้อมทั้งต้องเสียค่าดูแลรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำ ให้แก่เขตที่เข้าไปทำการประมง
............................ 2.3) ปรับปรุงสมรรถภาพในการทำงานของนักวิชาการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะทางด้านการประเมินผลผลิตของทรัพยากรแต่ละประเภทล่วงหน้า เพื่อใช้ในการบริหาร และจัดการทรัพยากรนั้นให้เหมาะสม
............................ 2.4) ปลูกฝังนิสัยรักธรรมชาติ และการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงทะเล ให้แก่เยาวชนโดยการให้การศึกษา ฝึกอบรม นิทรรศการ และการประชาสัมพันธ์ อย่างต่อเนื่อง
............................ 2.5) เสริมสร้างภราดรภาพทางการประมง เพื่อให้เกิดการทำการประมง และการใช้ทรัพยากรประมงทะเล โดยมีสิทธิเท่าเทียมกัน ในฐานะที่ทรัพยากรประมงเป็นสมบัติของประเทศ ประชาชนทุกคน จึงมีสิทธิในทรัพยากรนั้นเท่าเทียมกัน
............................ 2.6) เปลี่ยนนิสัยการรับประทานสัตว์น้ำชนิดที่มีไข่ของประชาชน เพื่อให้สัตว์น้ำได้มีโอกาสวางไข่และแพร่พันธุ์ โดยใช้มาตรการทั้งทางกฎหมาย และมาตรการทางการค้า ด้านอุปสงค์ และอุปทาน โดยถือหลักถ้าไม่มีความต้องการก็จะไม่มีการแสวงหา ปัญหาและอุปสรรคในการทำการประมงนอกน่านน้ำไทยเมื่อพิจารณาถึงปัญหาในการทำการประมงนอกน่านน้ำไทย อาจจำแนกได้เป็น 2 ประเด็นด้วยกันคือ
................................... 1) ปัญหาที่เป็นของเราเอง อาจจำแนกได้ดังนี้
..........................................1.1) ขาดความรู้และประสบการณ์ เนื่องจากการประมงทะเลในวันนี้ เป็นธุรกิจที่ทันสมัย มีการแข่งขันกันมาก ฉะนั้นชาวประมงต้องปรับปรุงตัวเองให้ทันกับสภาวะการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการเจรจาธุรกิจ การทำข้อตกลง ตลอดจนการปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวประมงทั่วไปมักจะละเลย
.......................................... 1.2) ความเห็นแก่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไปลักลอบจับปลาในน่านน้ำต่างประเทศ เนื่องจากไม่ต้องเสียผลประโยชน์ให้ใคร ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือค่าลงทุนในการเจรจา
................................... 2) ปัญหาที่เกิดจากฝ่ายต่างประเทศ อาจจำแนกได้ดังต่อไปนี้
.......................................... 2.1) ความรู้ความเข้าใจเรื่องการร่วมลงทุน ประเทศเจ้าของทรัพยากรมักมีความรู้สึกหวาดกลัว อีกทั้งยังรู้สึกว่าหุ้นส่วนต่างประเทศจะมาเอารัดเอาเปรียบ และมาทำลายทรัพยากรของเขา ดังนั้นก็จะเรียกร้องผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด โดยไม่คำนึงว่า ข้อเรียกร้องเหล่านั้นจะเป็นไปได้หรือไม่
.......................................... 2.2) อายุสัญญามักจะสั้นเกินไป ประเทศเจ้าของทรัพยากรมักจะมีความต้องการที่จะพึ่งตนเองให้ได้ในช่วงเวลาที่สั้นที่สุด โดยไม่คำนึงถึงความพร้อมของบุคลากรและอื่นๆ ที่จำเป็นมีหรือไม่ ดังนั้นข้อสัญญามักจะมีระยะเวลาสั้น 3-5 ปีเท่านั้น จึงทำให้หุ้นส่วนต่างประเทศไม่กล้าลงทุนอย่างเต็มที่
.......................................... 2.3) ผลประโยชน์ที่จะได้รับ ประเทศเจ้าของทรัพยากร มักจะเน้นในแง่ประโยชน์ฝ่ายตนมากเกินไป จนทำให้มองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า การร่วมทุนดำเนินกิจการใดๆ ผลประโยชน์ควรจะยุติธรรม แนวทางการแก้ไขปัญหาในการทำการประมงทะเลนอกน่านน้ำไทย การประมงนอกน่านน้ำไทยมีบทบาท และความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ฉะนั้นเพื่อให้การประมงนอกน่านน้ำของไทยสามารถดำรงอยู่ต่อไปนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นั้น ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชนจะต้องร่วมมือประสานงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อเสริมสร้างอำนาจต่อรองกับรัฐชายฝั่งอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นต่างๆ ดังนี้
.......................................... - การจัดองค์กร การจัดเตรียมองค์กรนี้ ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างมีบทบาทและความสำคัญเท่าเทียมกัน ต้องจัดองค์กรที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และเอื้อต่อการทำงานของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน องค์กรต่างๆ ที่ควรจะมี มีดังนี้
................................................. ภาครัฐบาล หน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการประมงนอกน่านน้ำควรจะรวมอยู่ภายใต้องค์กรเดียวกัน เช่นเรือประมง เครื่องมือและอุปกรณ์ประกอบการทำการประมง อุปกรณ์เรือ การตลาดสินค้าสัตว์น้ำ อุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้าสัตว์น้ำ อุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องกับการประมง ทั้งนี้เพื่อให้การกำหนดนโยบายในแต่ละส่วนที่เกี่ยวข้อง จะได้สอดคล้องและเอื้อต่อการดำเนินตามนโยบายของรัฐบาล
................................................. ภาคเอกชน เอกชนจะต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า ธุรกิจประมงนอกน่านน้ำ เป็นธุรกิจระดับชาติ และระหว่างประเทศด้วย ดังนั้นผลกระทบใดๆ ย่อมมีผลต่อตนเองและประเทศชาติอย่างมาก และบางครั้งขนาดของธุรกิจอาจจะใหญ่เกินไป จนลำพังตนเองอาจจะรับไม่ได้ การรวมกลุ่มและการแบ่งผลประโยชน์ อย่างเป็นธรรมในหมู่ชาวประมงไทยด้วยกัน ก็จะช่วยให้ชาวประมงไทยทุกคนอยู่รอด และเจริญก้าวหน้าไปเรื่อยๆ
.......................................... - การสร้างกติกาในการออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำไทย เป็นที่กล่าวกันอย่างกว้างขวางว่าชาวประมงไทยเป็นคนไม่มีระเบียบ ไม่มีกติกา เห็นแก่ได้ ล้วนเป็นภาพลบแก่ชาวประมงไทยแทบทั้งสิ้น ฉะนั้นหากต้องการรักษาน่านน้ำต่างประเทศ ให้เป็นแหล่งประมงของชาวไทยต่อไป ชาวประมงจะต้องร่วมกันสร้างกติกาขึ้นใหม่ และจะต้องเคารพและปฏิบัติตามกติกาอย่างเคร่งคัด